ปลดล๊อค!! ชุมชนท่องเที่ยวบางปู บ้านบาลาดูวอ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

          กักตัวแต่ไม่กักใจ ต่อให้กักได้แต่เรายังคิดถึงกัน อ่ะฮิ้ววว!! ทักทายแฟนเพจทุกคน แอดมินล่องใต้ชายแดนมาแล้วจ้า อยู่บ้านเบื่อกันไหม ตอนนี้เขาปลดล๊อคให้เที่ยวกันแล้ว มีแพลนเที่ยวที่ไหนกักไว้ในใจแล้วยัง ช่วงที่โควิดระบาดหนักเชื่อว่าหลายคนคงจะไถโทรศัพท์วนไปท่องโลกออนไลน์วนมา และคงจะมีไอเดียหรือสถานที่ท่องเที่ยวโดนใจอยู่ในลิสต์ไม่มากก็น้อยแหละ  ตอนนี้สถานการณ์ดีขึ้นแต่ยังคงต้องระวังกันเช่นเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดเพิ่มขึ้นนั้นเอง ฉะนั้นการเที่ยวของเราในครั้งนี้ก็ต้องเป็นการเที่ยวในแบบวิถีใหม่ New normal คือเที่ยวกันห่างๆ ป้องกันตัวเองแบบเคร่งครัด จะไปเที่ยวที่ไหนก็ไปได้สบายใจ และครั้งนี้ทุกคน…พร้อมไปเที่ยวกับ ล่องใต้ชายแดน กันแล้วยัง ..ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย

          ท้าด้า!!!…และที่นี่ก็คือ ชุมชนท่องเที่ยวบางปู บ้านบาลาดูวอ ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เห็นไหมเอ่ย ไอเลิฟบางปู ( I LOVE BANGPU ) ตั้งตระหง่านกลางลำน้ำนั่น ชื่อนี้แหละที่หลงรัก มาแล้วก็ไม่ควรพลาดเช็คอินกับ ปูยักษ์ สัญลักษณ์เด่นของที่นี่ด้วย และครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ นอกจากธรรมชาติจะฟื้นตัวสวยงามแล้ว ที่นี่ยังมีแลนด์มาร์คใหม่ให้เราได้เช็คอินเพิ่มอีกด้วย และนี่คือแลนมาร์คใหม่ของคลองบางปูที่อยากให้ทุกคนมาเช็คอิน สะพานสายรุ้งคลองบางปู สีสันสวยงาม สะดุดตามากๆ ไม่ว่าจะถ่ายภาพมุมไหนก็สวย นอกจากจะเป็นจุดถ่ายรูปแล้ว จุดนี้ยังเป็นจุดให้บริการเรือแคนูและเรือถีบให้นักท่องเที่ยวได้มาผ่อนคลายและรับลมยามเย็นกันด้วยนะ

         One day trip ในครั้งนี้ ปลายทางของเราก็คือการดื่มดำธรรมชาติในป่าโกงกางและชมอาทิตย์ตกที่ ทะเลแหวก ซึ่งเป็นแลนมาร์คใหม่อีกหนึ่งจุดของที่นี่ แต่ก่อนที่จะลงเรือเราก็ต้องหาอะไรลงท้องกันก่อน เรื่องหิวเก่งนี่ต้องยกให้แอดฯ ฮ่า ฮ่า ฮ่า และเมนูอาหารที่แอดฯอยากแนะนำให้ทุกคนได้ลองก็คือ เมนูพื้นถิ่น แห่งบ้านบาลาดูวอ ปลากระบอก เป็นอีกวัตถุดิบหนึ่งที่หาได้ง่ายในชุมชนแห่งนี้ เนื้อของปลากระบอกจะมีความนุ่มและมีความมัน จึงเป็นที่มาของเมนู แกงส้มปลากระบอก และ ปลากระบอกทอดกระเทียม ในวันนี้ แกงส้มปลากระบอกมีรสชาติกลมกล่อม เนื้อปลามีความนุ่ม รสชาติถึงเครื่องแกงส้ม ส่วนปลากระบอกทอดกระเทียมมีความกรอบนอก นุ่มใน หอมกระเทียม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยสุดๆไปเลยค่ะ

         ปลากระบอก เป็นอีกวัตถุดิบหนึ่งที่หาได้ง่ายในชุมชนแห่งนี้ เนื้อของปลากระบอกจะมีความนุ่มและมีความมัน จึงเป็นที่มาของเมนู แกงส้มปลากระบอก และ ปลากระบอกทอดกระเทียม ในวันนี้ แกงส้มปลากระบอกมีรสชาติกลมกล่อม เนื้อปลามีความนุ่ม รสชาติถึงเครื่องแกงส้ม ส่วนปลากระบอกทอดกระเทียมมีความกรอบนอก นุ่มใน หอมกระเทียม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยสุดๆไปเลยค่ะ

         ปูดำต้ม นี่คือที่สุดของที่สุด เป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของปู  ปูที่นี่จะสามารถหาได้ตลอดทั้งปี เว้นแต่ช่วงฤดูฝนที่จะหาปูดำได้ยากสักหน่อย  หากพูดถึงรสชาติแล้วบอกได้เลยว่าเนื้อแน่น หวาน แตกต่างจากที่อื่นเพราะสภาพน้ำของที่นี่ไม่เค็มมากทำให้นักท่องเที่ยวที่ได้มาชิมปูดำต่างพูดเสียงเดียวกันว่าอร่อยและแตกต่างจากที่อื่นๆ

          บางปู นอกจากจะเป็นแหล่งรวมของปูดำแล้ว ยังเป็นแหล่งของสาหร่ายผมนาง ซึ่งหากอยากทานต้องมาที่บางปูเท่านั้น ยำสาหร่ายผมนางเมื่อได้ลิ้มลองแล้วจะมีรสชาติที่ถึงเครื่องสมุนไพร มีความเปรี้ยว หวาน ถือเป็นอาหารตัดเลี่ยนได้ดี ทานแล้วรู้สึกสดชื่นค่ะ

         ของคาวไปแล้วถึงตาของหวานกันบ้าง ยกให้ มาดูฆาตง หรือที่เรียกกันว่าขนมรวงผึ้ง ซึ่งเป็นขนมพื้นบ้านที่มีมายาวนานกว่า 60 ปี ส่วนผสมจะประกอบด้วย แป้งข้าวเหนียว มะพร้าวทึนทึก ลักษณะจะเป็นมะพร้าวกลางอ่อนกลางแก่ เนื้อนุ่ม จะมีรสชาติหวาน นุ่ม นอกจากนี้ยังมีกะทิ น้ำตาล และงาขาว เมื่อนำมาผสมกันแล้วจะมีรสชาติกลมกล่อม นุ่ม ละมุนลิ้น  และที่สำคัญกว่านั้นคือทำสดวันต่อวัน หากได้ทานตอนปิ้งเสร็จใหม่ๆจะยิ่งอร่อย

         จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยก็พร้อมลงเรือกันเลย  อ่ะๆลงเรือปั้บสวมเสื้อชูชีพปุ๊บเพื่อความปลอดภัยนะคะ วันนี้เราจะเดินทางด้วยเรือโบราณที่มีอายุกว่า 100 ปี  ซึ่งในหมู่บ้านบาลาดูวอมีอยู่แค่ 6 ลำเท่านั้น ความพิเศษของเรือลำนี้คือมีความแข็งแรง นั่งแล้วไม่โคลงเคลง เป็นเรือลำใหญ่ทำให้นั่งสบาย ซึ่งโดยปกติแล้วหากไม่ได้ใช้ในการท่องเที่ยวชาวบ้านก็จะนำไปใช้ในการทำประมงพื้นบ้านแทน ค่าบริการล่องเรือของที่นี่คิดเป็นลำ ลำละ  600 บาท ผู้ใหญ่นั่งได้ไม่เกิน 8 คน เด็กนั่งได้ไม่เกิน 10 คน ราคาไม่แพงถูกใจแอดฯมากๆ ที่สำคัญยังช่วยให้ชุมชนมีรายได้ด้วย

       สำหรับโปรแกรมการท่องเที่ยววันนี้จุดแรกที่จะพาทุกคนไปคือ อุโมงค์ป่าโกงกาง เราจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีเพื่อไปถึงจุดหมาย โดยระหว่างทางที่เราไปนั้นเรายังสามารถชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ของป่าโกงกางสองข้างทาง และยังได้เห็นวิถีชีวิตของประมงพื้นบ้านหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการออกเรือหากุ้ง หาปลา และการเลี้ยงปลาในกระชัง เป็นต้น และแล้วก็ถึงจุดไฮไลท์ของที่นี่ อุโมงค์ป่าโกงกาง อุโมงค์ป่าโกงกางแห่งนี้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ค้นพบโดยชาวประมงที่แล่นเรือผ่านไปมาทุกๆวัน อุโมงค์มีความยาวถึง 800 เมตร ข้างในมีอากาศเย็นสบายแตกต่างจากข้างนอกอย่างสิ้นเชิง แสงที่ตกกระทบน้ำทำให้เห็นเงาของป่าโกงกางอย่างชัดเจน นับเป็นความสวยงามที่ละสายตาไม่ได้เลยค่ะ

         นอกจากได้ชมความสวยของอุโมงค์ป่าโกงกางแล้ว ภายในอุโมงค์ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ทำอีกด้วย นั่นคือการนวดฝ่าเท้าบนรากโกงกางและการเรียนรู้วิธีการเก็บหอยกัน ไปเริ่มทำกิจกรรมแรกกันเลย รากโกงกางที่นี่มีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวได้ หากใครได้ขึ้นไปเหยียบแล้วก็แนะนำให้เลือกเหยียบบนรากใหม่และเลี่ยงรากที่มีรอยผุ บนรากนั้นจะมีปุ่มที่จะช่วยให้ผ่อนคลาย สบายเท้า สามารถนวดได้นานตามที่ต้องการ มาเก็บ หอยกัน ความสนุกไม่ได้มีเพียงแค่การเก็บหอยเท่านั้นนะคะ มันเริ่มจากตรงที่ตอนเอาเท้าลงไปสัมผัสกับพื้นโคลนแล้วหละค่ะ เท้าได้สัมผัสโคลนนี่เย็นเหมือนเป็นการนวดไปในตัว แต่ต้องเดินทรงตัวให้ดีไม่อย่างนั้นมีล้มแน่ๆ เก็บไปขำไปสนุกมากๆ ชาวบ้านที่นี่เรียก หอยกัน ว่า “ลอแก” หอยกันจะอยู่ตามรากไม้โกงกางซึ่งจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นบนหน้าดิน นักท่องเที่ยวสามารถเก็บและนำกลับบ้านได้ (แอดฯคิดว่าเมื่อเราได้ศึกษาเรียนรู้แล้วก็เก็บมันไว้ที่เดิมจะดีกว่านะคะเพื่ออนุรักษ์ให้มันเติบโตในธรรมชาติต่อไป) แต่หากใครอยากทานจะมีขายตามริมถนนก่อนไปหาดตะโละกาโปร์ หรือสอบถามพี่ไกด์เพิ่มเติมได้เลย ล้างเนื้อล้างตัวเรียบร้อยก็ขึ้นเรือแล้วเดินทางกันต่อค่ะ ระหว่างทางเราได้เห็นต้นลำพูน้อยใหญ่เต็มสองข้างทางไปหมด ความสมบูรณ์ของป่าโกงกางที่นี่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีหิ่งห้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหิ่งห้อยจะอาศัยอยู่ตามป่าโกงกางที่มีการแทรกอยู่ของต้นลำพู นักท่องเที่ยวจะสามารถชมหิ่งห้อยได้ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน จนถึงปลายเดือนตุลาคม หรือในช่วงย่างเข้าฤดูฝนนั่นเอง

       ล่องเรือมาเรื่อยๆจนมาถึง ลานไม้ไผ่ ลานแห่งนี้เกิดจากการรวมกลุ่มของคนในหมู่บ้านเพื่อทำเป็นลานสันทนาการให้กับนักท่องเที่ยวได้ทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดพักทานอาหารกลางวัน จุดถ่ายภาพวิว 180 องศา และจุดชมอาทิตย์ตกดินยามเย็นค่ะ ผ่อนคลายสบายใจเราก็เดินทางกันต่อจนมาถึงจุดหมายสุดท้ายในวันนี้ และที่นี่คือ ทะเลแหวก เป็นสถานที่ดูอาทิตย์ตกดินแห่งใหม่ของบางปู เพิ่งเปิดเป็นสถานที่เช็คอินใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือจากท่าเรือเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถชมความสวยงามของอาทิตย์ตกยามเย็นได้แล้ว ไหนๆก็มาถึงแล้วแอดฯก็ไม่พลาดที่เก็บภาพสวยๆไว้อัพลงโซเชียลสักหน่อย

       เป็นยังไงกันบ้างคะสำหรับ One day trip Ep2 นี้ สำหรับแอดฯแล้วไปครั้งเดียวไม่พอค่ะ ต้องกลับไปซ้ำอีกครั้งแน่นอน ถือเป็น One day trip ที่คุ้มมากเพราะนอกจากจะได้เที่ยวแล้ว ยังได้ทานอาหารพื้นถิ่น และยังได้เรียนรู้ธรรมชาติ สายลุย สายกิน สายธรรมชาติห้ามพลาดเด็ดขาด หากใครอยากล่องเรือชมความงามของธรรมชาติ ติดต่อได้ที่ ชุมชนท่องเที่ยวบางปู บ้านบาลาดูวอ ตั้งอยู่หมู่ที่2 ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี หรือติดต่อได้ที่คุณการดี โทรศัพท์ 081-8058761 ใครไปแล้วส่งรูปมาอวดกันบ้างนะคะ ทริปนี้ต้องลากันไปก่อนเจอกันใหม่ทริปหน้า

*******************************

 453 total views,  9 views today