9 ขั้นตอน เพื่อพัฒนาชนบทให้ยั่งยืน (27/6/62)

9 ขั้นตอน เพื่อพัฒนาชนบทให้ยั่งยืน

1. พัฒนาเชิงพื้นที่ มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
2. ชาวบ้านต้องเอาจริง ขยัน และซื่อสัตย์
3. ศึกษาข้อมูลภูมิศาสตร์สังคมอย่างละเอียดและถูกต้อง
4. ทำแผนงานต่อเนื่องอย่างน้อย 6 ปี ในระดับอยู่รอด พอเพียงและยั่งยืน
5. สร้างกลไกที่เป็นเอกภาพและสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
6. จัดสรรงบประมาณพอเพียง ตรงตามแผนที่มาจากชุมชน
7. ใช้วิชาการ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความรู้สากล
8. อบรมให้ความรู้ศึกษาดูงาน เพื่อสร้างทักษะให้กับข้าราชการและชุมชน
9. สร้างความเข้าใจ รัฐบาลกลาง-ท้องถิ่น-ชุมชน และทำงานประสานกันตลอดเวลา

• จากหลักปรัชญาสู่เส้นทางปฏิบัติ
            มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ริเริ่มแปรแนวความคิดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริมาสู่การปฏิบัติ โดยรวบรวมแนวพระราชดำริต่าง ๆ ผสานกับองค์ความรู้แนวทางการบริหารและหลักการทรงงาน ด้วยโครงการบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ “จังหวัดน่าน” ตามแนวพระราชดำริ เป็นแห่งแรก เมื่อปี 2552

             หลังการดำเนินงานในจังหวัดน่าน เกิดผลความสำเร็จในระดับที่ชุมชนในพื้นที่อยู่รอดได้อย่างพอเพียงแล้ว จึงขยายผลสู่พื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ในปี 2554 โดยจัดทำเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนารูปแบบใหม่ ที่เป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทำเล็ก ประหยัด ขยายผลได้เร็วในวงกว้าง และได้ประโยชน์สูงสุด จากนั้น ปิดทองหลังพระฯ ได้ขยายการดำเนินงานสู่พื้นที่ต้นแบบอีก 3 จังหวัด ได้แก่ บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ในปี 2555 เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของชนกลุ่มน้อยและความขัดแย้งระหว่างคนกับคน คนกับป่า และคนกับสัตว์ป่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ปี 2556 ดำเนินการในพื้นที่รอยต่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เพื่อลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและเสริมความมั่นคงในชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และดำเนินโครงการพัฒนาแก้มลิงหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำและส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรในพื้นที่ 2 อำเภอของจังหวัดกาฬสินธุ์ในปีเดียวกันงานของปิดทองหลังพระฯ ที่ปรากฏผลเป็นรูปธรรมชัดเจนจากการบูรณาการภาคส่วนต่าง ๆ ทำให้ 4 กระทรวงที่ทำงานร่วมกัน คือ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เห็นชอบนำปรัชญาและวิธีการทำงานของปิดทองหลังพระฯ บรรจุในแผนบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2555 – 2558 ของแต่ละกระทรวง ภายใต้ชื่อ “แผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามพระราชดำริ” โดยเป็นการทำงานของจังหวัดและอำเภอ ร่วมกับชาวบ้านและมีปิดทองหลังพระฯ เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนการทำงานในหลายจังหวัด เช่น พิษณุโลก เชียงราย สิงห์บุรี ยะลาเป็นต้น การขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดน่านของปิดทองหลังพระฯ ยังเป็นต้นแบบนำมาสู่ “วาระจังหวัดน่าน 2556-2560 สร้างเมืองน่านน่าอยู่ คู่ป่าต้นน้ำ” โดยจังหวัดน่าน และขยายผลสู่ “โครงการปลูกป่า สร้างคน บนวิถีพอเพียง รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัยจังหวัดน่าน” ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ดำเนินการร่วมกับประชาคมจังหวัดน่าน ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญ คือ การสร้างฝายประชาอาสา 11 โครงการ ที่ระบุเป้าหมายโดยภาคประชาคมน่านครอบคลุม 5 ลุ่มน้ำ ใน 22 หมู่บ้าน พื้นที่รับประโยชน์ 230,568 ไร่ และการปลูกป่าในพื้นที่โครงการปิดทองหลังพระฯ ระหว่างปี 2556-2557 ซึ่งสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์จากเดิม 103,923 ไร่ เป็น 158,375 ไร่ หรือจากร้อยละ 41.1 เป็น 63.3 เพิ่มพื้นที่ป่าใช้สอยจากเดิม 1,289 ไร่ เป็น 22,552 ไร่ หรือจากร้อยละ 0.5 เป็น 9.0 สร้างป่าเศรษฐกิจขึ้นใหม่ 20,244 ไร่ จากที่ไม่เคยมีมาก่อน และลดพื้นที่ทํากินจาก 74,891 ไร่ ให้เหลือเพียง 47,835 ไร่ หรือจากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 19.1

               ปรัชญาและแนวทางการดำเนินงานของปิดทองหลังพระฯ ยังนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงสำคัญในพื้นที่จังหวัดน่านและอุดรธานี เมื่อส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งน้ำ ภายใต้ “โครงการซ่อมแซม ปรับปรุง เสริมฝาย อ่างเก็บน้ำ การส่งน้ำด้วยระบบท่อ ตามยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบทจังหวัดน่าน” จำนวน 668 โครงการ และ “โครงการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตรและชนบทจังหวัดอุดรธานี (ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ) จำนวน 126 โครงการ บนพื้นฐานการให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมลงมือปฏิบัติ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ชัดเจนว่าแนวทางปิดทองหลังพระฯ สามารถก่อตัวเป็นระบบงานในท้องที่ได้

                แนวทางการขับเคลื่อนการงานในระยะต่อไป หลังจากการพัฒนาระบบน้ำแล้วเสร็จ คือ การส่งเสริมการเกษตรที่สอดคล้องกับปัญหา ความต้องการของตลาด และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เกษตรกรเลือกตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดรายจ่าย เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการตลาด รวมทั้งสามารถแปรรูปส่งออกไปยังต่างประเทศได้ การพัฒนาของปิดทองหลังพระฯ ในทุกพื้นที่จะยังคงก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเป้าหมายในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ชุมชนเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง โดยกระบวนการที่สรุปได้เป็นขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

————————————-

318 total views, 12 views today